โรงเรียนวัดอุทยาราม

หมู่ที่ 2 บ้านวัดประดู่ ตำบลท่าอุแท อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84160

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

077-380153

เสริมสร้าง EQ ให้ลูก

เสริมสร้าง EQ ให้ลูก

การที่จะมีสติปัญญา (Intelligence Quotient) หรือ IQ ที่สูง บางทีอาจสามารถทำให้คนอีกหลายๆคนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่เป็นที่รู้จัก ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ได้รับเข้าทำงานในหน่วยงานที่ดี แต่ความสำเร็จในชีวิตกลับมีเพียงแค่ IQ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และ EQ นี้เองที่เป็นตัวส่งเสริมให้บุคคลนั้นสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายชีวิตที่วางไว้ได้ แล้วเราจะ เสริมสร้าง EQ ให้ลูก ได้อย่างไร
EQ (Emotional Quotient หรือ Emotional Intelligence) คือ ความฉลาดทางอารมณ์ นั้นเป็น ความสามารถในการบริหารจัดการและสื่อสารทางอารมณ์ของตนอย่างอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในทางบวก
EQ นั้นมีอยู่ 5 องค์ประกอบ โดยมี การตระหนักรู้อารมณ์ตนเอง (Self-awareness) การกระตุ้นตนเอง (Self-motivation) การบริหารจัดการอารมณ์ตนเอง (Self-management) การตระหนักรู้อารมณ์ผู้อื่น (Social awareness) และการบริหารความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Relationship management)

เสริมสร้าง EQ ให้ลูก

ให้ความรัก เป็นเรื่องที่มีความเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และไม่แค่คำว่ารักเท่านั้น แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงออกอย่างเหมาะสม  ซึ่งบางคนรักลูกแต่ไม่กล้าพูด ไม่แสดงความรักออกมาให้ลูกเห็น โดยเฉพาะภาษากายซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงความรักได้เป็นอย่างดี เช่น การยิ้มให้ การสัมผัส การกอด โอบไหล่

อบรมลูกไปในทำนองเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน การจะสอนลูกนั้นควรตกลงกัน ถึงแนวทางเพื่อให้เป็นทีมเดียวกันนั่นเอง เมื่อเกิดความขัดแย้งกันจำเป็นต้องมีการพูดคุยกัน เช่นการที่ผู้ใหญ่ขัดกันแย้งกันเอง ในการตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยครอบครัวหนึ่งมีลูกอายุ 2-3 ขวบ ร้องไห้เพราะอยากเล่นลิปติกของแม่ แต่คุณแม่กลับไม่ยอมให้ลูกเล่น เพราะกลัวลิปติกเสียหาย แต่ในทางกลับกันเมื่อยู่กับพ่อ พ่ออนุญาติให้ลูกเล่นได้ หรือพ่อเห็นลูกร้องไห้ ก็ต่อว่าแม่ให้ลูกเห็น  เด็กจะเกิดความสับสน ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ว่าเรื่องใดสามารภทำได้หรือเรื่องใดไม่สามารถทำได้ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรตกลงกันด้วยเหตุผลให้เรียบร้อยก่อน จะได้ชี้แนะเด็กให้ไปในทิศทางเดียวกัน

มีความรู้ความสามารถรวมทั้งรู้เรื่องในความก้าวหน้าของลูก จะทำให้เรารู้ถึงพฤติกรรมของลูก และปฏิบัติต่อลูกได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพราะพัฒนาการไม่ได้หยุดไปเมื่อพ้นวัยอนุบาล แต่เป็นสิ่งต่อเนื่องที่มีผลถึงช่วงวัยรุ่น แต่ในวัยรุ่นจะมีพัฒนาการในแบบของวัยรุ่นเอง และเป็นเรื่องสำคัญมากด้วย แค่น่าเสียดายที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนปฏิบัติต่อลูกเมื่อตอนที่ยังเป็นเด็ก เพราะคิดว่าลูกก็ดังเมื่อ 2-3 ปีก่อน ตัวอย่างเช่น คุณพ่อคุณแม่ที่อยากรู้เรื่องของลูก ผู้ปกครองบางคนก็ใช้วิธีแอบฟังโทรศัพท์ตอนที่ลูกคุยกับเพื่อน แอบเปิดค้นกระเป๋า แอบอ่านไดอารี่หรือสมุดบันทึกของลูก ซึ่งลูกในวัยรุ่นจะโกรธเป็นอย่างมาก เพราะไปกระทบกับความรู้สึกของเด็ก ที่เริ่มให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว (Privacy) การที่คุณพ่อคุณแม่มีความรู้และเข้าใจในพัฒนาการของลูก จึงเป็นตัวช่วยให้เราปฏิบัติต่อลูกได้อย่างเหมาะสม

คุณพ่อและก็รวมทั้งคุณแม่ควรจะมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในครอบครัวที่พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ จึงต้องมีพี่เลี้ยงในช่วงกลางวัน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนเมื่อเลิกงานกลับมาบ้านแล้ว ก็ยังไม่ให้ความสำคัญ แล้วฝากพี่เลี้ยงดูแลอีก แต่อย่างน้อยช่วงกลางคืน พ่อแม่ควรอยู่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยในช่วงกลางคืน จะได้มีประสบการณ์และสร้างความผูกพันกับลูกในเวลากลางคืน ได้โอบกอดและปลอบให้เขาหลับต่อ เมื่อได้รู้จักจะยิ่งรักและเข้าใจในตัวลูก

สร้างเสริมความภาคภูมิในตนเองหรือความรู้มีคุณค่าใตัวเอง (self esteem) ให้ลูก เมื่อลูกทำดีหรือประสบความสำเร็จ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้คำชม เมื่อเขาท้อแท้ก็ควรให้กำลังใจ แต่การชมมากเกินไปอย่างไม่มีเหตุผลจะทๆให้เด็กเหลิงได้ แต่การชมอย่างถูกต้อง สมเหตสมุผลไม่มีผลเสียแน่นอน กลับจะช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเองซึ่งมีค่าต่อเด็กมาก

ให้อิสระและโอกาสในการตัดสินใจกับลูก เป็นการเปิดโลกให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าที่จะลงมือกระทำ โดยไม่ต้องพยายามบังคับความคิดลูก หรือยัดเยียดความคิดของพ่อแม่ให้กับลูก (โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย)

สอนให้รักและดูแลตนเอง เช่นเดียวกันกับคนอื่น  แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสอนลูกให้รู้สึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น เช่นการที่คุณพ่อกับคุณแม่บางคนพาลูกไปให้ของเด็กพิการ ตามสถานสงเคราะห์ หรือให้ผู้สูงอายุที่บ้านพักคนชรา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญข้อหนึ่งของ E.Q

สอนให้รู้จักคิดตามหลักการและก็เหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องสำคัญต่างๆ เช่นถ้าลูกได้ของเล่นของใช้ในราคาแพง หรือเป็นของที่มีอยู่แล้ว ก็สอนให้รู้จักใช้หลักการและเหตุผล ว่าควรซื้อหรือไม่ควรซื้อเพราะอะไร

รู้จักปล่อยวางแล้วก็เสริมสร้างความสุขให้ตนเองด้วย เป็นอีกข้อที่ควรให้สำคัญ เพราะเด็กเก่งหลายคน ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในการเรียน และกีฬา แต่กลับไม่มีความสุข เนื่องจากความเครียดที่คอยกดดันอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาความเก่งของตัวเองไว้ให้ได้ตลอดไป หรือให้เก่งมากขึ้นเพื่อเอาชนะคนอื่น

เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก (modeling) เพราะเหตุว่าเด็กๆจะทำความเข้าใจอัตโนมัติโดยแทบจะไม่ต้องบอกสอนเลย จากการมองคุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่าง ซึ่งจะเห็นได้ง่ายคือนิสัยรักการอ่าน ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่เป็นแบบอย่างเช่น เมื่ออยู่บ้านก็ชอบหยิบหนังสือมาอ่าน ชอบการอ่านนิทานเล่นกับลูก พูดคุยกับลูกถึงเนื้อหาภายในหนังสือที่อ่าน การกระทำเหล่านี้จะทำให้เด็กๆรักการอ่านไปโดยไม่รู้ตัว

อ่านบทความดีๆ จากทางโรงเรียน ได้ที่ นานาสาระ